โครงการเพิ่มศักยภาพในการพัฒนาแก่สถานประกอบการด้านแร่

นับจากปี 2547 กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้ดำเนินการตรวจประเมินและพัฒนามาตรฐานสถานประกอบการเหมืองแร่และอุตสาหกรรมพื้นฐานมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้สถานประกอบการปฏิบัติถูกต้องตามกฎหมาย มีประสิทธิภาพ และเป็นที่ยอมรับของสังคม ในแต่ละปีสถานประกอบการเหมืองแร่ที่เปิดการจะได้รับการตรวจประเมินกว่า 1,000 ราย แบ่งเป็นเหมืองแร่ประมาณ 400 ราย โรงงาน โม่ บด หรือย่อยหินประมาณ 300 ราย โรงแต่งแร่ประมาณ 200 ราย และสถานประกอบโลหกรรมประมาณ 30 ราย และทำการจัดกลุ่มคะแนนเป็น 4 กลุ่ม คือ ดีมาก             ดี พอใช้ และต้องปรับปรุง พร้อมทั้งจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนายกระดับสถานประกอบการ โดยเน้นการยกระดับสถานประกอบการในกลุ่มที่ต้องปรับปรุงเป็นหลัก จากการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2547 จนถึงปัจจุบัน กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่สามารถลดจำนวนสถานประกอบการที่อยู่ในกลุ่มต้องปรับปรุงลงจากร้อยละ 50 เหลือเพียงร้อยละ 10

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาจำนวนสถานประกอบการในกลุ่มดีมาก ดี และพอใช้ จะพบว่าการเปลี่ยนแปลงส่วนใหญ่เป็นการพัฒนาสถานประกอบการจากกลุ่มที่ต้องปรับปรุงเป็นกลุ่มพอใช้ ในขณะที่การพัฒนาของกลุ่มพอใช้หรือดีให้ดียิ่งขึ้นมีน้อยมาก ดังจะเห็นได้จากจำนวนสถานประกอบการในกลุ่มดีมากและกลุ่มดีซึ่งมีจำนวนคงที่อยู่ที่ร้อยละ 5 และ 15 ตามลำดับ ซึ่งหมายความว่าสถานประกอบการมากกว่า 3 ใน 4 มีผลการประเมินในกลุ่มพอใช้และกลุ่มต้องปรับปรุง และยังสามารถพัฒนาได้อีกมาก

หากพิจารณาเฉพาะในส่วนของประสิทธิภาพการผลิต ข้อจำกัดหลักที่ทำให้การพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตของสถานประกอบการเหมืองแร่และโรงโม่หินไม่ประสบผลสำเร็จมากนักคือข้อจำกัดด้านข้อมูลและบุคลากร กล่าวคือ สถานประกอบการเหมืองแร่และโรงโม่หินส่วนใหญ่ โดยเฉพาะสถานประกอบการขนาดเล็กและขนาดกลาง ไม่มีการเก็บข้อมูลการดำเนินการด้านต่างๆ อย่างเป็นระบบ ทั้งข้อมูลเชิงเทคนิคและข้อมูลเชิงบริหารจัดการ ทำให้ไม่สามารถประเมินผลและปรับปรุงการประกอบการให้มีประสิทธิภาพและมีผลกำไรเพิ่มขึ้นได้ ข้อจำกัดนี้ส่วนหนึ่งมีสาเหตุจากบุคลากรในสถานประกอบการเหมืองแร่และโรงโม่หินไม่เห็นความสำคัญและขาดความรู้ในการประเมินประสิทธิภาพการผลิตและการบริหารจัดการ จึงไม่สามารถบันทึกและประเมินประสิทธิภาพ ตลอดจนเลือกที่จะไม่ดำเนินการดังกล่าว

ดังนั้นเพื่อสร้างความพร้อมและแนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิต จึงควรมีการพัฒนาต้นแบบและเครื่องมือสนับสนุนสำหรับการจัดเก็บข้อมูลในระดับสถานประกอบการสำหรับภาคเอกชน เพื่อให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่และโรงโม่หินสามารถประเมินประสิทธิภาพการผลิตและนำผลการประเมินที่ได้ไปใช้ในการพัฒนาปรับปรุงประสิทธิภาพการทำงานของตนได้ ข้อมูลที่มีการเก็บบันทึกอย่างเป็นระบบที่ได้จากการดำเนินงานเหล่านี้ ไม่เพียงเป็นประโยชน์ต่อการปรับปรุงประสิทธิภาพการผลิตของภาคเอกชน แต่ยังเอื้อประโยชน์ต่อการบริหารจัดการอุตสาหกรรมแร่            ของภาครัฐในรูปของการประสานข้อมูลและใช้ประโยชน์ในเชิงบริหารจัดการอุตสาหกรรมแร่ในอนาคต

วัตถุประสงค์

  1. เพื่อสร้างรูปแบบการจัดเก็บข้อมูลด้านประสิทธิภาพการผลิตในระดับองค์กรสำหรับสถานประกอบการด้านแร่
  2. เพื่อพัฒนาและใช้งานเครื่องมือในการจัดเก็บข้อมูลและประเมินประสิทธิภาพในสถานประกอบการด้านแร่ที่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้
  3. เพื่อพัฒนาบุคลากรของเอกชนให้สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการประกอบการของตนได้

เป้าหมายและผลงานที่ต้องการ

  1. ขั้นตอนปฏิบัติงานสำหรับการประเมินประสิทธิภาพการผลิตในสถานประกอบการด้านแร่ไม่น้อยกว่า 2 ประเภท
  2. โปรแกรมประยุกต์ (Application) สำหรับจัดเก็บข้อมูลและประเมินประสิทธิภาพในระดับสถานประกอบการ ที่สามารถเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้ จำนวน 1 ระบบ
  3. จำนวนบุคลากรของเอกชนและภาครัฐที่ได้รับการอบรมด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไม่น้อยกว่า 100 ราย
  4. จำนวนสถานประกอบการด้านแร่ที่ได้รับคำปรึกษาเป็นมาตรการในการเพิ่มประสิทธิภาพการประกอบการ ไม่น้อยกว่า 10 แห่ง
  5. คู่มือการปรับปรุงประสิทธิภาพการประกอบการสำหรับสถานประกอบการเหมืองแร่ และโรงโม่หิน จำนวนรวม 1,000 เล่ม